จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้อยู่ที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) อีกหนึ่งสุดยอดแห่งมหาวิทยาลัยด้านไอที จริงๆแล้วมหาวิทยาลัยฯนี้ ก็จัดว่าเป็นอันดับต้นๆของโลกในสาขาอื่นๆอีกมากมาย ด้วยเช่นกัน มหาวิทยาลัยฯแห่งนี้ นอกจากจะเป็นต้นกำเนิดของสุดยอด 2 ไอเดียออนไลน์ระดับโลกอย่าง Yahoo และ Google แล้ว มหาวิทยาลัยฯแห่งนี้เป็นต้นกำเนิดของคอมพิวเตอร์ที่เราใช้ๆกันอยู่ด้วยซ้ำไป ที่นี่เป็นที่ ที่ คุณจอห์น วอน นูแมน (John von Neuman) คิดและประดิษฐ์คอมพิวเตอร์ที่มีสถาปัตยกรรมที่เหมือนกับที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นคนแรกของโลก (แม้จะไม่ใช่คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกก็ตาม) กล่าวคือ คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกชื่อว่า ENIAC ซึ่งเป็นเครื่องที่มีความซับซ้อนสูง ต่อมา คุณจอห์น วอน นูแมน ซึ่งเป็นผู้ช่วยงานในการสร้างคอมพิวเตอร์ ENIAC อยู่ด้วยในเวลานั้น ท่านได้เสนอความคิดว่า เราน่าจะแยกชิ้นส่วนของคอมพิวเตอร์ออกเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้ คือ ส่วนของหน่วยประมวลผล ส่วนของหน่วยความจำ และส่วนของหน่วยรับเข้าและส่งข้อมูล ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ทางคุณจอห์น วอน นูแมน คิดนั้นมีความแตกต่างจากสถาปัตยกรรมชิ้นส่วนของคอมพิวเตอร์เครื่องแรก และเป็นสถาปัตยกรรมที่ต่อมาได้รับความนิยมและพัฒนามาอยู่จนในปัจจุบันซึ่งพวกเรา ก็ยังคงใช้หลักสถาปัตยกรรมนี้กันอยู่ในการสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ ดังนั้นหลายสถาบันก็เลยยกย่องให้ คุณจอห์น วอน นูแมน เป็นบิดาของคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว
        ตอนนี้เข้าเรื่องของ กูเกิ้ล ต่อ เรื่องเริ่มต้นช่วงปิดเทอมภาคฤดูร้อน ในปี 1995 ที่มหาวิทยาลัยฯแห่งนี้ ตอนนั้น คุณเซอร์เก บริน (Sergey Brin) ผู้ที่เป็น 1 ใน 2 ของผู้ก่อตั้ง กูเกิ้ล ซึ่งในขณะนั้น ท่านเป็นแค่นักเรียนปริญญาเอก ที่กำลังจะขึ้นปี 2 ของภาควิชา วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ (Computer Science Dept.) ธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่อาสาเข้ามาเป็นนักศึกษาช่วยงานในช่วง Open House โดยปกติทุกๆปีในช่วงก่อนเปิดเทอมนี้ มหาวิทยาลัยต่างๆจะมีกิจกรรมการเปิดบ้านต้อนรับผู้มาเยือน ซึ่งเราเรียกช่วงกิจกรรมนี้ว่า “Open House” (ที่เมืองไทยก็เห็นมีบ้างแล้วหลายมหาวิทยาลัย) กล่าวคือใครที่สนใจที่จะเรียนในมหาวิทยาลัยไหน คณะไหน ก็จะไปงาน Open House ของมหาวิทยาลัยนั้นๆ และในกิจกรรมนี้จะมีคนมาพาเยี่ยมชม และแนะนำสถานที่ แนะนำคณะ แนะนำห้องเรียน และแนะนำครูอาจารย์ เป็นปกติเหมือนทุกๆปี แต่ปีนี้เองบุคคลสำคัญท่านที่สองของเรา คือคุณลาร์รี่ เพจ (Larry Page) ก็มาปรากฎตัวในงาน Open House ในปีนี้เหมือนกัน หลังจากที่ได้ได้ดีกรี วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (Michigan University) และทั้งสองคนก็ได้มาเจอกันเพราะ คุณลาร์รี่ เพจ ได้บังเอิญไปอยู่ในกลุ่มทัวร์ที่มี คุณเซอร์เก บริน เป็นหัวหน้ากลุ่มทัวร์พอดี แต่ดูท่าว่างานนี้ไม่ใช่รักแรกพบครับ เพราะระหว่างทางที่เดินทัวร์มหาวิทยาลัยอยู่นั้น ทั้งสองคนนี้ก็มีเรื่องให้ถกเถียงกันได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องของการจัดผังเมืองของ San Francisco
        อีก 2-3 เดือนถัดมา มหาวิทยาลัยก็เปิดเทอม คุณลาร์รี่ เพจ ก็เข้ามารายงานตัว และเลือก อ. เทอรี่ (Prof. Terry Winograd) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการโต้ตอบระหว่างคอมพิวเตอร์และมนุษย์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและก็เริ่มมองหาหัวข้อวิทยานิพนธ์ของตนที่จะทำส่งอาจารย์ กล่าวความถึงคุณพ่อของคุณเพจฯ(ขณะนั้นเป็นอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Computer Science อยู่ที่มหาวิทยาลัยมิชิแกน) ท่านเคยบอกทางคุณเพจฯไว้ว่า Thesis ปริญญาเอก จะเป็นเหมือนกรอบ ที่จะคอยกำหนดอนาคต ทางด้านวิชาการและวิชาชีพของเราไปตลอดชีวิต ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจเลือกหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่จะทำขอให้ไตร่ตรองและคิดให้ดี เมื่อเป็นดังนี้แล้วทำให้ คุณเพจฯใช้เวลาอยู่นานในการเลือกหัวข้อทำวิทยานิพนธ์ หลังจากลองนึกๆดูสิบกว่าเรื่อง สุดท้ายก็มาลงเอยที่เรื่อง World Wide Web นี่เอง แล้วจุดเริ่มต้นของไอเดียเล็กๆ ของหัวข้อวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาคนหนึ่ง ก็ได้กลายเป็นไอเดียที่เปลี่ยนโลกอินเตอร์เน็ตทั้งใบ และจุดกำเนิดของยักษ์ใหญ่ในวงการซอฟท์แวร์ อินเตอร์เน็ตก็เริ่มต้นขึ้นที่นี่ …
        หลังจากที่ คุณเพจฯ ได้เริ่มทำการค้นคว้าข้อมูลในหัวข้อวิทยานิพนธ์ของท่าน ที่วิจัยเกี่ยวกับเว็บ แต่ท่านยังไม่ได้เริ่มมองหาวิธีที่จะค้นหาข้อมูลบนเว็บแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ท่านมองเห็นกลับเป็น มุมมองทางด้านคณิตศาสตร์ของเว็บไซต์มากกว่า กล่าวคือ คุณเพจฯ มองว่า 1 เซอร์ฟเวอร์ หรือ 1 เว็บไซต์ หรือ 1 คอมพิวเตอร์ เป็นเพียง จุด (Node, Vertrix) จุดหนึ่งบนกราฟ (Graph) และ ลิ๊งค์ (link) ที่เชื่อมไปยังเว็บไซต์อื่นๆ เหมือนกับเป็นทางผ่านที่เชื่อมต่อกัน หรือ ขอบ(Edge) ระ่หว่างจุดเหล่านั้น หรือ พูดง่ายๆว่า คุณเพจฯมองเห็น อินเตอร์เน็ตเป็นกราฟ นั่นเอง

        ซึ่งบ้านเรา นิสิต นักศึกษาระดับปริญญาตรี ด้านทางสายวิทย์ มักจะได้เรียนเรื่อง กราฟ ประเภทนี้ ในเรื่อง ทฤษฏีกราฟ (Graph Theory) แถวๆปีต้นๆ (ซึ่งทุกท่านอาจจะสับสนบ้าง เพราะกราฟที่คุ้นเคยนั้นอาจจะหมายถึง กราฟที่เป็นตัวแทนของข้อมูล เช่น กราฟแท่ง กราฟเชิงเส้น เป็นส่วนมากกว่า) ถ้าไม่ใช่ในวิชาคณิตศาสตร์ ก็จะเป็นวิชา Algorithm โดยเฉพาะพวกที่เรียน วิทยาการคอมพิวเตอร์ น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี
ตัวอย่างกราฟ สมมติให้จุดแต่ละจุด แทนคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง และเส้นเชื่อมแทนลิ๊งค์ที่เชื่อมหากันแต่คราวนี้ลองจินตนาการดูนะครับ ว่าแน่นอนเว็บไซต์หนึ่งเว็บ ก็ลิ๊งค์ไปยังหลายร้อย หลายพันเว็บ และมีเว็บไซต์อีกหลายๆเว็บ ที่ลิงค์มายังเว็บไซต์หนึ่งๆ และปัจจุบันเรามีกันเป็น พันๆล้านเว็บ เพราะฉะนั้น กราฟ ที่เราใช้แทน อินเตอร์เน็ต ก็จะเป็นกราฟขนาดมหึมา และมีความซับซ้อน โยงกันไปโยงกันมาอย่างยุ่งเหยิง

        ซึ่งตรงนี้แหละที่ คุณเพจฯ ได้มองแล้ว เห็นว่ามันช่างน่าตื่นเต้น น่าสนใจ น่าติดตาม เสียเหลือเกิน ท่านเคยกล่าวไว้ว่า Internet คือ กราฟที่ใหญ่ที่สุดที่มนุษย์เคยสร้างขึ้น และมันก็ยังจะเติบโต ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น ทุกๆวัน ด้วยอัตราเร็วในการเติบโตสูงมาก โอ้! มันช่างเป็นเรื่องที่น่าสนใจทำวิทยานิพนธ์เหลือเกิน ซึ่ง Prof. Terry Winograd อาจารย์ที่ปรึกษาของท่านก็เห็นด้วยกับความคิดนี้ และเห็นชอบว่า น่าจะศึกษาเรื่องของโครงสร้างของกราฟของเว็บไซต์เป็นการเริ่มต้นวิทยานิพนธ์ และเมื่อคุณเพจฯทำการศึกษาด้วยตัวเองอยู่ไม่นานท่านก็เจอปัญหาแรกเข้าจนได้

        ในกราฟปกติ ขอบของกราฟ (Edge) จะเป็นตัวบ่งถึงความสัมพันธ์กันระหว่าง จุด (Vertrix) ซึ่งโดยปกติแล้ว เราจะรู้และนับจำนวนได้ว่า จากจุดจุดหนึ่ง มีขอบ หรือ เส้นลากไปยังจุดอื่นๆ อีกกี่จุด และมีกี่จุดที่ลากมาหาตัวเอง แต่หน้าเว็บเพจกลับไม่เป็นแบบนั้นซะทีเดียว เพราะ ที่หน้าเว็บเพจหนึ่งๆ (สมมติว่าเว็บ 1 หน้าเป็น 1 จุดในกราฟ) เรารู้ว่า จากจุดที่เราอยู่ปัจจุบัน มันลิ๊งค์ไปยังหน้าไหนบ้าง คือ เรารู้ว่ามันมี ขอบที่วิ่งออกไป (Out Degree) จากตัวเองกี่จุด และไปที่ไหนบ้าง แต่ที่เราไม่รู้นี่คือว่า มีเว็บเพจใดบ้าง กี่หน้า ที่ลิงค์มาหาหน้าที่เราสนใจ!!! ลองนึกตามแบบนี้นะครับ ว่าหน้าเว็บไซต์ที่คุณอ่านอยู่ตอนนี้ลิ๊งค์มาจากหน้าไหน URL อะไรบ้าง มีข้อมูลตรงไหนบอกคุณเลย ถ้าคุณไม่กดปุ่ม Back กลับไปดู หรือแม้คุณกดปุ่ม Back คุณก็รู้ได้แค่ลิ๊งค์เดียวที่ลิ๊งค์มาหาหน้านี้ แต่ที่จริง อาจจะมีหน้าเว็บอื่นๆ อีกเป็นร้อยๆ ที่มีลิ๊งค์มาหาเว็บเพจหน้านี้
คำถามคือแล้วเราจะรู้ได้ยังไง?
ซึ่งตรงนี้ครับที่ยาก เพราะอินเตอร์เน็ตไม่ได้ให้ข้อมูลนี้มา และตรงนี้เองที่ คุณลาร์รี่ เพจ คิดว่าน่าจะดี ถ้าหากว่าเรารู้ (หรืออย่างน้อย มีวิธีการที่จะทำให้รู้) ว่าใครลิ๊งค์หาใครบ้าง หรือ มีใครลิ๊งค์มาหาหน้านี้จำนวนกี่คน คุณเพจฯ ก็เลยเลือกเอาปัญหานี้ มาทำเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกแทน และตั้งชื่อเล่นโปรเจ็คของเค้าว่า "BackRub Project" (โครงการ "ถูหลัง")

*** Back rub line - ถ้ามองไปข้างหน้าอย่างเดียว เราไม่มีทางรู้ว่าใครกำลังถูหลังเราอยู่
จาก BackRub Project ที่ค่อยๆ เติบโตมา ด้วยน้ำมือของนักศึกษา 2 คน ที่ใช้ห้องนอนที่หอพักนักศึกษา ทำเป็น ห้อง Server และ ห้องเขียนโปรแกรม ได้กลายเป็น Google Project โปรแกรม Search Engine ขนาดจิ๋ว ที่ดูดทรัพยากรเน็ตเวิร์ค (Network) ของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่ได้ชื่อว่าเป็น Network ที่เร็วเป็นอันดับต้นๆของโลก ได้อย่างไร? !!!
        ต่อมาในระหว่างการศึกษาค้นคว้าข้อมูลของวิทยานิพนธ์ คุณเพจฯเริ่มที่จะคิดว่า ท่านจะทำไงถึงจะรู้ได้ว่า ลิ๊งค์ใดบ้างที่ลิ๊งค์มาัยังเว็บเพจหนึ่งๆ หลังจากที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ไม่นาน(ไม่กี่เดือน) ท่านก็พบว่าจริงๆแล้วเรื่องของการลิ๊งค์ไปลิ๊งค์มาของเอกสารนี่มีกันมานานแล้วในวงการวิชาการ

กล่าวคือเรื่องของ “ผลงานวิชาการ” นั่นเอง คือโดยปกติแล้ว หากนักวิชาการท่านใด คิดทฤษฎีอะไรออกมาได้ใหม่ๆ หรือค้นพบอะไรใหม่ หรือต้องการจะแก้ไขสิ่งที่มีอยู่แล้ว ก็จะทำการตีพิมพ์ผลงานของตนเองในวารสารวิชาการ (Journal) โดยจะต้องอ้างอิงถึงที่มาของความรู้ หรือ ผลงานที่มีมาก่อนของคนอื่น หรือที่ใกล้เคียง ก็เพื่อให้องค์ความรู้ใหม่ที่ตีพิมพ์ มีรากฐานจากองค์ความรู้ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว (ตีพิมพ์แล้ว) นั่นเอง ดังนั้น ผลงานวิชาการ ไหนที่ได้รับการอ้างถึง (Citation) บ่อยๆ จาก นักวิชาการคนอื่นๆ แสดงว่า ผลงานวิชาการชิ้นนั้นได้รับการยอมรับอย่างจริง ในวงการวิชาการเรามีตัวชี้วัดกันเลยว่า ผลงานหนึ่งๆ มีการถูกอ้างถึงมากน้อยเพียงใด เราเรียกดัชนีตัวนี้ว่า Citation index ซึ่งการอ้างอิงด้านวิชาการถือเป็นเรื่องใหญ่ ใหญ่ขนาดไหนครับ ก็ใหญ่พอที่จะมีิวิชาที่ว่าด้วยเรื่องนี้โดยเฉพาะเลย คือวิชา Bibliometrics
ตัวอย่างการอ้างอิงทางวิชาการ
  • Kiattisin Kanjanawanishkul and Bunyarit Uyyanonvara, Novel fast color reduction algorithm for time-constrained applications, Journal of Visual Communication and Image Representation, Volume 16, Issue 3, June 2005, pp. 311-332 (2005)
  • Y. Sirisathitkula, S. Auwatanamongkola and Bunyarit Uyyanonvara, Color Image Quantization using Adjacent Colors’ Line Segments. Pattern Recognition Letters, Vol 25/9 pp 1025-1043. (2004)
  • Lloyd Bender, David J. Spalton, Bunyarit Uyyanonvara, James Boyce, Catherine Heatley, Romina Jose and Jaheed Khan, POCOman: New system for quantifying posterior capsule opacification, Journal of Cataract & Refractive Surgery, Volume 30, Issue 10, October 2004, Pages 2058-2063 (2004)
        ย้อนความกลับไปถึง คุณทิม เบอร์เนอร์-ลี (Tim Berners-Lee) ซึ่งเป็นวิศวกรอิสระของ CERN ผู้คิดค้นโลกอินเตอร์เน็ต World Wide Web (www) ขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก คุณทิมฯ ท่านเองก็คิดว่า น่าจะมีวิธีที่จะลิ๊งค์ผลงานวิชาการของนักวิชาการทั้งหลายเข้าด้วยกัน โดยที่ไม่ต้องมากำหนดรูปแบบที่ยุ่งยาก (เหมือนที่เห็นในตัวอย่างทางวิชาการด้านบน) คุณทิมฯ เลยคิดค้นคิดเรื่องของ Hypertext ขึ้นมา แต่สิ่งที่ คุณลาร์รี่ เพจ กำลังทำและค้นคว้าอยู่นั้นเป็นการย้อนกลับกลไกของระบบเว็บ (Reverse Engineer ของ WWW) เพราะคุณเพจฯต้องการค้นหาถึงที่มา และต้นตอของเอกสารที่ิลิ๊งค์กันอยู่นั่นเอง

ด้วยความรู้ตรงนี้ งานของคุณเพจฯก็ง่ายขึ้นเยอะครับ (แม้ที่เหลือก็จะยังสุดหินก็ตาม) งานที่เหลือคือท่านจะต้องหาให้ได้ ว่า ใคร อ้างอิงจาก ใคร โดยอัตโนมัติ พูดง่ายๆ ว่าท่านต้องวาด กราฟของอินเตอร์เน็ต ขึ้นมาบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านนั้นเอง

        แน่นอนว่า กราฟที่คุณเพจฯ จะสร้างขึ้นนั้นจะต้องมีความซับซ้อนสูง และการคำนวณจำนวนลิ๊งค์ ที่เชื่อมหากันก็ทำได้ยากมาก เนื่องจากกราฟมีการเจริญเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องด้วยเพราะความซับซ้อนของข้อมูลที่จะคำนวณสูง ดังนั้นสูตรการคำนวณเพื่อให้คะแนนแต่ละหน้า ก็จะมีความซับซ้อนด้วยเช่นกัน ตรงนี้นี่เอง ที่ทำให้ คุณเซอร์เก บริน กระโดดเข้ามาช่วย คุณเพจฯ ในโปรเจ็คนี้ด้วย

คุณลาร์รี่ เพจ และ คุณเซอร์เก บริน ในช่วงเริ่มต้นโปรเจ็ค Google ที่หอพักนักศึกษาของมหาวิทยาลัย
(ภาพจากวารสาร WIRED)
        ด้วยพื้นเพเดิมของคุณเซอร์เก บริน ที่เป็นนักคณิตศาสตร์ ที่จัดว่าเข้าขั้นเป็นอัจฉริยะคนหนึ่ง มีเชื้อสายเป็นคนรัสเซีย เกิดที่รัสเซีย มีพ่อเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย ที่ทำงานที่องค์การ NASA และ เป็นอาจารย์สอนคณิตศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยแมรี่แลนด์ (University of Maryland) โดยครอบครัวของท่านได้อพยบ มาอยู่ทีอเมริกา ตอนที่คุณบรินฯ อายุได้เพียง 6 ขวบเท่านั้น ท่านเรียนจบในระดับมัธยมปลายเร็วกว่าเด็กๆคนอื่น 1 ปี และหลังจากจบปริญญาตรี ที่แมรี่แลนด์ ท่านก็มาเรียนต่อปริญญาเอกทันทีที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งขณะนั้น คุณบรินฯ เองก็ต้องมองหาโปรเจ็คปริญญาเอก ด้วยเช่นกัน แต่ท่านเลือกไปเลือกมา่เกือบ 2 ปีแล้ว ก็ยังหาหัวข้อที่ลงตัวไม่ได้ จนได้เข้ามาคลุกคลีกับโปรเจ็คของ คุณเพจฯโดยบังเอิญ และก็เกิดความสนใจที่จะเข้ามามีส่วนร่วมทำโปรเจ็คในส่วนของคณิตศาสตร์ ของโปรเจ็คนี้และอีกสาเหตุก็คือท่านชื่นชมและชอบในตัวคุณเพจฯ

        การสร้างกราฟของอินเตอร์เน็ตโดยอัตโนมัติ เป็นจุดเริ่มให้คุณเพจฯ เขียนโปรแกรมเล็กๆ ประเภท Crawler ขึ้นมาตัวหนึ่ง ในห้องนอนของท่าน ตอนที่ท่านเริ่มเขียนโปรแกรม crawler นี่ จำนวนหน้าเว็บเพจทั่วโลกก็มีอยู่ประมาณ 10 ล้านหน้าเห็นจะได้ แต่จำนวนลิ๊งค์ที่เชื่อมกันอยู่นี่คงนับไม่ถ้วน โดยท่านหวังจะให้เจ้า Crawler นี้ไต่ไปเก็บข้อมูลมาสร้างเป็นกราฟโดยอัตโนมัติ ซึ่งในตอนนั้น ท่านเองก็อาจจะยังไม่รู้หรอกว่าโปรแกรมเล็กๆที่ท่านเริ่มเขียนขึ้นในห้องนอนจะกลายเป็นสิ่งที่ประสบความสำเร็จเร็วที่สุดในโลกต่อจากInternet....

        (หลายคนคงอาจจะยังไม่คุ้นกับคำว่า Crawler ผมขออนุญาตขยายความเพิ่มเติมให้) Crawler เป็นโปรแกรมเล็กๆโปรแกรมหนึ่ง ที่ทำหน้าที่ไปดึงเว็บเพจต่างๆมาไว้ด้วยกัน ซึ่งปกติแล้วข้อมูลแสดงหน้าเว็บไซต์ที่เราเห็นนี่ เป็นแค่ text file หรือ ข้อมูลตัวอักษรธรรมดาๆนี่เอง (ลองกดที่เมนู view->source ดูนะครับ นั่นแหละคือข้อมูลของหน้าเว็บที่แท้จริง พอโปรแกรมประเภท บราวเซอร์ เช่น IE หรือ FireFox ได้รับข้อมูลพวกนี้แล้วมันก็ทำการแปล และแสดงให้เป็นสิ่งที่คุณเห็นบนหน้าจอในตอนนี้อีกที) หลังจากที่โปรแกรมประเภท Crawler ได้รับข้อมูลมาแล้ว มันก็จะทำการแยกข้อมูล และลิ๊งค์(ที่จะไปหน้าอื่น) ออกมา สมมุติว่าหน้าที่คุณอ่านอยู่ตอนนี้ มีลิ๊งค์ออกจากมันไป อีกประมาณ 30 ลิงค์ เจ้าตัว Crawler ก็จะทำการจัดการเอาลิ๊งค์เหล่านั้นมาเข้าคิวเรียงกันไว้ แล้วก็ไล่ไต่ไปทีละลิ๊งค์ตามคิว แล้วก็ไปดึงข้อมูลหน้านั้นมา แล้วแยกลิ๊งค์แบบเดิมอีก แล้วลิ๊งค์ที่ได้จากหน้าถัดไปนี้ก็จะเอามาเข้าคิว เรียงต่อกันไป เรื่อยๆ เพื่อจะทำการไปดึงข้อมูลมาในเวลาถัดๆไป เพราะฉะนั้นมันก็เลยให้ความรู้สึกคล้ายๆกับว่า เจ้าโปรแกรม crawlerมันค่อยๆคืบคลานออกจากจุดเริ่มต้นไปทีละน้อยทีละน้อย

และแล้วในเดือนมีนาคม 1996 (เพียงแค่ไม่ถึงปีจากที่ท่านทั้งสองได้เริ่มเริ่มศึกษา) คุณเพจฯ ก็ปล่อยเจ้า Crawler ตัวแรกให้เริ่มทำงาน โดยไต่จากหน้าเว็บเพจของเค้าเอง ที่อยู่บนเว็บไซต์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เจ้า Crawler เวอร์ชั่นแรกของท่าน ได้ไต่ไปตามเว็บต่างๆเพื่อเก็บแค่ ชื่อเว็บ และ ข้อมูลใน header เท่านั้นเอง แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเิริ่มอย่างเป็นรูปธรรมของ Google (ที่ในปัจจุบันกลายเป็น ซุปเปอร์อภิมหาอมตะนิรันดร์กาล Crawler ไปแล้ว เพราะมันไต่ไปเก็บข้อมูลทุกอย่าง ของทุกหน้าเว็บเพจทั่วโลก) เพราะตอนนั้นขืนเก็บทุกอย่าง ทรัพยากรของระบบ เช่น หน่วยความจำ (memory) หรือ ฮาร์ดดิสต์ (HDD) ที่จะต้องใช้ในการจัดการกับข้อมูลเหล่านี้ ก็คงต้องมีขนาดใหญ่มหึมา และมันก็มากเกินกว่าจะเป็นโปรเจ็คของเด็กนักศึกษาได้

โปรแกรมเล็กๆ ที่ถูกปล่อยออกจากห้องนอนที่หอพักนักศึกษาคนหนึ่ง ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด รองจากการคิดค้นอินเตอร์เน็ต ได้อย่างไร ?
คุณเพจฯ และ คุณบรินฯ ได้ร่วมกันคิดค้นสูตร และวิธีคำนวณว่าจะให้คะแนนแต่ละหน้าเว็บเพจ อย่างไรดี เว็บเพจหนึ่งหน้า ถ้ามองให้ดีมันก็เป็นเหมือนผลงานวิชาการชิ้นหนึ่ง ภายในผลงานวิชาการนี้ ก็จะมีการอ้างอิงผลงานคนอื่น (หรือลิ๊งค์ไปหาคนอื่นนั่นเอง) เพราะฉะนั้นหากหน้าเว็บเพจใดมีคนอ้างอิงถึง (กล่าวคือได้มีการลิ๊งค์ไปยังหน้าเพจนั้น) เยอะๆ ก็น่าจะแสดงว่าหน้านั้นมีข้อมูลที่ดี หรือ น่าเชื่อถือ ซึ่งหากมีการให้คะแนนแต่ละหน้าเว็บแล้ว คุณเพจฯคิดว่าการอ้างถึงจากเว็บอื่นก็จะมีส่วนสำคัญต่อคะแนนที่จะให้เช่นกัน
ภายหลังท่านทั้งสองได้ตั้งชื่อเล่นระบบคิดคะแนนของพวกท่าน ว่า PageRank (ซึ่งล้อคำ 2 ความหมาย คำแรกคำว่า Page สามารถตีความหมายได้ทั้งหน้าเว็บ หรือ หมายถึงชื่อของคุณเพจฯเอง) ซึ่งก็ล้อเลียนการคิดคะแนนมาจากการอ้างอิงกันของผลงานวิชาการ เพราะพวกท่านรู้ว่า การอ้างอิงกันของเอกสารทำอย่างไร มีการให้คะแนน Citation Index อย่างไร และเค้าก็ได้เพิ่มเรื่องของการให้และลดคะแนนพิเศษด้วย หากว่าลิ๊งค์ใดที่ลิ๊งค์มาหาหน้าใดหน้าหนึ่ง เป็นลิ๊งค์ที่มีคะแนนสูง เป็นเว็บที่มีความน่าเชื่อถือ เว็บที่ถูกลิ๊งค์ ก็จะย่อมได้รับคะแนนสูงตามไปด้วย และหากนำเว็บมาเรียงลำดับกัน เว็บที่ได้คะแนนสูงกว่าก็จะอยู่ลำดับต้นๆส่วนเว็บที่มีคะแนนต่ำกว่าก็จะอยู่ท้ายๆลงไปตามลำดับ

สมมุติว่าเว็บ แอดวานซ์อินโฟมีเดีย.คอม มีลิ๊งค์ไปยังเว็บของ เอบีซี.คอม และในขณะเดียวกัน เว็บของเด็กชาย ก. จากจังหวัดเชียงใหม่ ก็ลิ๊งค์มายังเว็บของ เอบีซี.คอม เช่นเดียวกัน แต่มีคนลิ๊งค์มาหา เว็บ แอดวานซ์อินโฟมีเดีย.คอม อยู่ก่อนแล้ว สมมุติว่าเป็น 1000 ลิ๊งค์ ในขณะที่ มีคนลิ๊งค์ไปหาเว็บของ เด็กชาย ก. เพียง 100 ลิ๊งค์ ทำให้เว็บของ แอดวานซ์อินโฟมีเดีย.คอม มีคะแนนที่ได้รับ สูงกว่าเว็บของ เด็กชาย ก. ดังนั้น เว็บของ เอบีซี.คอม ก็จะไ้ด้คะแนน จากเว็บของ แอดวานซ์อินโฟมีเดีย.คอม มากกว่า จากเว็บของ เด็กชาย ก. ด้วยนั่นเอง (คือไม่ได้นับเฉพาะจำนวนของลิงค์)

ภาพตัวอย่าง สมมติให้หน้ายิ้มแต่ละอันแทนแต่ละเว็บ ขนาดของหน้ายิ้มแทนความสำคัญของ
ให้ทุกท่านสังเกตุว่า เว็บสีแดงด้านบนจะมีขนาดใหญ่กว่าเว็บสีเขียวด้านล่าง แม้จะมีลิ๊งค์เข้ามาแค่เพียง 1 ลิ๊งค์ จากเว็บสีเหลือง ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะเว็บสีเหลืองมีความสำคัญสูง เนื่องจากได้รับการลิ๊งค์มาจากหลายที่ เว็บสีแดงด้านบนก็เลย มีความน่าเชื่อถือตามไปด้วย (ดังนั้นถ้าเว็บไซต์ไหน ได้รับการลิ๊งค์จากเว็บที่เป็นที่ยอมรับมากๆแล้ว ก็จะได้รับความยอมรับตามด้วย)
ตอนที่คุณบรินฯ และ คุณเพจฯ ทั้งสองคนคิดระบบให้คะแนนนี้ขึ้น ท่านสองคนไม่ได้คิดถึงเรื่องของการค้นหาข้อมูลบนเว็บเพจเลย ที่คิดอยู่ในหัวก็มีแต่เรื่องที่ว่า จะค้นหาให้ได้ว่าใครลิ๊งค์มาที่เว็บเพจหน้าหนึ่งๆบ้าง (ฺBack links) โดยที่พวกท่านทำโปรเจ็ค Backrub นี้ มาจนถึงขั้นที่ รับ ลิ๊งค์ (URL) มาหนึ่งลิ๊งค์ มันก็จะให้ ผลลัพธ์ มาเป็น ลิ๊งค์ที่ลิ๊งค์มาหาทั้งหมดยังหน้าที่กำหนด โดยเรียงลำดับตามความสำคัญ (เช่นถ้าใส่ เว็บ เอบีซี.คอม ไป ก็จะได้ทั้งเว็บ แอดวานซ์อินโฟมีเดีย.คอม และ เว็บเด็กชาย ก. และเว็บอื่นๆ ที่ลิงค์มาหา เอบีซี.คอม เป็น ผลการค้นหา แต่เว็บ แอดวานซ์อินโฟมีเดีย.คอม ก็จะอยู่ด้านบนกว่า เว็บของเด็กชายก.เป็นต้น)

และด้วยเหตุนี้พวกท่านก็พบว่าจริงๆแล้วผลของการคำนวณในการให้คะแนนและจัดอันดับเว็บเพจนี้สามารถนำไปประยุกต์ทำเป็นเครื่องมือช่วยในการค้นหาข้อมูล “เสริช์เอ็นจิ้น” (Search Engine) ได้ หลังจากที่ได้เล่นไปเล่นมากับ กราฟของเว็บที่ทั้งพวกท่านสร้างขึ้นมา จึงพบว่า ในการค้นหาข้อมูลด้วยวิธีนี้สามารถทำได้รวดเร็ว, ถูกต้อง และแม่นยำ อย่างไม่น่าเชื่อ ชนิดที่พวกท่านทั้งสองคนยังงงว่าทำไม ไอเดียที่จะใช้เรื่องนี้ทำ Search Engine ถึงไม่ผุดมาในหัวตั้งแต่ต้น เพราะมันชัดเจนเหลือเกิน หลังจากได้ทดลองปรับแต่ง Backrub ให้กลายเป็น โปรแกรม Search engine ซึ่งทำหน้าที่ในการค้นหาข้อมูล บนหน้าเว็บหน้าใดหน้าหนึ่ง พวกท่านก็ได้ค้นพบว่าผลการค้นหาด้วยวิธีการจัดลำดับให้คะแนนเว็บเพจแบบนี้ ให้ผลที่ดีกว่า search engine ที่มีอยู่ในตอนนั้น อย่างเช่น Yahoo, AltaVista หรือ Excite มาก โดย Search Engine ที่มีอยู่แล้วนั้นมักจะให้ผลการค้นหา ที่ไม่ค่อยจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการหาจริงๆ เพราะอาศัยเพียงแค่การจับคู่คำ ไม่คำนึงถึงสัญญาณ หรือข้อมูลอื่นๆที่ใกล้เคียง ซึ่งในระบบ search engine ใหม่ของพวกท่านนั้น ไม่เพียงแต่ผลการค้นหาจะดีกว่า แต่ ระบบการให้คะแนนนี้จะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเว็บโตขึ้นเรื่อยๆ กราฟของเว็บโตขึ้นเรื่อยๆ ผลการค้นหาก็จะดีขึ้นเรื่อยๆเช่นกัน เพราะจะมีตัวให้คะแนนซึ่งกันและกัน เยอะขึ้น ตรงนี้นี่เองที่ ทั้ง คุณบรินฯ และ คุณเพจฯ รู้ว่าพวกท่านสะดุดขุมทรัพย์มหึมาเข้าให้แล้ว... และแล้วโปรเจ็ค search engine โดยนักศึกษา 2 คนนี้ ... ก็เริ่มเป็นรูปร่างที่ชัดเจน ...


*** ทั้งสองคนจึงตั้งชื่อ search engine ตัวใหม่ของเค้าว่า Google ที่เพี้ยนมาจากคำว่า googol (ที่แปลว่า เลข หนึ่ง ตามด้วย ศูนย์ 100 ตัว - สังเกตุสัญลักษณ์ของ Gooooooooooooooooooooogle)




Google เมื่อปี 1998 สมัยที่ยังอยู่ที่ Stanford เป็นเครื่องที่ได้จากการบริจาคทุกเครื่อง

(ปัจจุบัน Search Engine ของ Google ทำงานอยู่บน Linux Server Farm ที่มีจำนวนคอมพิวเตอร์ประมาณ 250,000 เครื่อง)

Google เวอร์ชั่นแรก ถูกปล่อยออกสู่สาธารณะชน ไว้บนเว็บของมหาวิทยาลัย Stanford เป็นครั้งแรก ตอนเดือนสิงหาคม 1996
- เพียง 1 ปี หลังจากที่ทั้งคู่เจอกันครั้งแรก
- เพียงไม่กี่เดือน นับจากเริ่มศึกษาปัญหา
 © Copyright 2006 Advanced Info Media Co., Ltd. (Thailand). All rights reserved.

Search WWW Advanced Search